บันทึกบัวบานเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน – day 1 – กำแพงเมืองจีนและหม้อไฟเจ้าแรกของโลก

flagครอบครัวบัวบานเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อร่วมเป็นเกียรติในงานแต่งงานพี่สาวที่จีน ระหว่างวันที่ 28 – 4 พฤษภาคม 2557 โดยมีเป้าหมายสองอย่างคือเที่ยวเมืองปักกิ่ง (Beijing) และไปงานแต่งงานที่เมืองจ้าวจวง (Zaozhuang) มณฑลซานตง (Shandong).

การเตรียมตัวและการเดินทาง

เตรียมวีซ่าาาาาา

คุณพี่พั้นช์ให้คำแนะนำว่า ติดต่อไปบริษัททัวร์เพื่อทำวีซ่าเพื่อความสะดวกรวดเร็ว. บัวบานก็จึงได้เดินทางไปยังบริษัททัวร์จิ้งอี้ ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่สีลม เพื่อติดต่อทำวีซ่าให้บัวบานและครอบครัว รวม 4 คน. สิ่งที่ต้องเตรียมไปทำวีซ่านั้น ดูได้จากเว็บของจิ้งอี้ โดยจิ้งอี้คิดค่าบริการฉบับละ 1,300 บาท บริการส่งฟรีในเขตใกล้ๆถ้าเกิน 2 เล่ม แต่ถ้าไปขอวีซ่าเองที่สถานฑูตจีนจะเสียค่าบริการฉบับละ 1,000 บาท. สิ่งที่เอเย่นต์ทำให้เราก็คือการกรอกฟอร์ม การไปยื่นขอวีซ่า การไปรับวีซ่า และการส่งวีซ่ามาให้เรา.

หลังจากยื่นเอกสารให้จิ้งอี้ … ผ่านไป 1 วัน พนักงานจิ้งอี้ก็โทรมาขอเอกสารการแปลงเพศค่ะ….
บัวบานก็นึกว่าเขาโทรผิด … แต่เขายืนยันมาว่า ชื่อคุณปานxxx ใช่มั้ยคะ?
คราวนี้ชัดเลย…. กูไปแปลงเพศมาตอนไหนวะเนี่ย บัวบานก็พยามอธิบายว่า กูเปล่าาา กูยังไม่ได้ผ่าเว่ยเฮ้ยยย ยังอยู่ครบและใช้การได้ดี. เจ้าหน้าที่จิ้งอี้ก็บอกว่าหน้าสวยผมยาวสลวย กลัวจะไม่ได้วีซ่าเพราะเจ้าหน้าที่เขาเข้มงวดเรื่องนี้ เลยขอรูปแมนๆสักสองสามรูป บัวบานก็จัดรูปที่น่าจะดูแล้วไม่สร้างความสับสนส่งให้ไปทางไลน์. หลังจากผ่านไป 4 วันทำการ เขาก็บอกว่าได้วีซ่าครบทุกคนค่ะ และก็มีพนักงานมาส่ง ณ ตึกอื้อฯ.

ตั๋วเครื่องบิน

คุณพี่เขยและพี่สาวร่วมกันออกเงินค่าตั๋วให้หมดเลย T-T ขอบคุณมากค้าบบบ.
พี่เขยเลือกสายการบิน Hainan Airline ราคาตั๋วไป-กลับเบยจิงนั้น อยู่ที่ประมาณ 13,800 บาทต่อคน (เป็นช่วงโปรพอดี) ซึ่งราคารวม 4 คนอยู่ที่ 55,xxx ส่วน Air Asia จะประมาณ 58,xxx และการบินไทยอยู่ที่ 62,xxx บาท. เราก็แค่ปริ๊นท์ตั๋วเครื่องบินไปให้พร้อมเท่านั้นเอง.

สัมภาระ

ต้นเดือนพฤษภาคมนั้นเป็นช่วงย่างเข้าหน้าร้อน ซึ่งส่งผลให้อากาศที่จีนดีมากฮะ ไม่ต้องใช้เสื้อกันหนาวก็ได้ อุณหภูมิตอน 8 โมงจะประมาณ 18-22 องศาเซลเซียส ถือว่ากำลังดีกับดิฉันเลยค่ะ ส่วนของอื่นๆที่ควรมีก็กระดาษเปียก ทิชชู่ ยา เกลือ.

การเดินทาง

ภาพขนาดเครื่องบิน Boeing 737-800
ภาพขนาดเครื่องบิน Boeing 737-800

เดินทางจากสนามบินสุวรรณฯ โดยเครื่อง Boeing 737-800 ขนาดพอๆกับที่คนไทยนั่งนกแอร์ไปเที่ยวภูเก็ตนั่นล่ะฮะ T-T เล็กชะมัด. ขึ้นเครื่องตอนตี 1 ตรง มีแวะตกหลุมอากาศนิดหน่อยระหว่างเครื่องขึ้น. พอเวลาตี 2 กำลังหลับสบาย แอร์สาวก็เดินมาปลุกแล้วถามว่าขนมปังไข่ดาวมั้ยคะ … ไอ้เราก็ตอบว่าไม่เอา แต่ขอบะหมี่เป็ด … อืมม บะหมี่เป็ดอุ่นๆ เส้นแบบอุด้ง กับเป็ดแบบ MK รสชาติดีไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว

 

ก้าวแรกและวันแรกในประเทศจีน

หลังจากเครื่องบินลงจอด เราเข้ามายังอาคารผู้โดยสาร เจอพี่พั้นช์ พี่เขย และเสี่ยวเม่ยหรือชื่อจริงว่าเยี่ยนหัว ซึ่งเป็นน้องสาวพี่เขย (คำว่าเสี่ยวเม่ย แปลว่าน้องสาว). สิ่งแรกที่เราทำคือหาแท็กซี่เข้าที่พักในโรงแรมแห่งหนึ่งที่ปักกิ่ง. แท็กซี่ที่นี่ราคาไม่แพงมาก แต่มากกว่าไทยหน่อยนึง เริ่มต้นที่ 15 หยวน (ประมาณ 75 บาท) สภาพรถก็ค่อนข้างจะออกแนวอนุรักษ์นิยม แบบว่าไม่มีกระจกไฟฟ้า ที่สำคัญคือแท็กซี่ไม่เปิดแอร์นะฮ้าบบบบ ปล่อยให้ร้อนหมักหมมอยู่นานนนน นอนหลับจนหน้าเหนียวเลย. สภาพการจราจรในปักกิ่งก็ติดมิใช่น้อยเลย ถ้าให้เทียบก็พอๆกับวิ่งจากหัวลำโพงไปเดอะลอร์ด โดยผ่านทางพระราม4-อโศก-รัชดา. คุณเสี่ยวเม่ยบอกว่ามันติดเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วนนี่ล่ะฮะ. รวมเวลานั่งแท็กซี่ประมาณชั่วโมงครึ่ง (ซึ่งปกติจะประมาณ 20-30 นาทีได้). ในที่สุดเราก็มาถึง Springs Valley Hotel เวลาประมาณ 8:30. ตัวโรงแรมอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง ใกล้ๆกับหอเทียนถาน. ราคาที่พักไม่ทราบครับ เพราะว่าพี่สาวพี่เขยจ่ายให้หมดเลย

แผนที่เมืองปักกิ่ง ตำแหน่งจุดท่องเที่ยวสำคัญและโรงแรม Springs Valley
แผนที่เมืองปักกิ่ง ตำแหน่งจุดท่องเที่ยวสำคัญและโรงแรม Springs Valley

 

สิ่งแรกที่ทำเลยก็คือแปรงฟันครับ ฮ่ะๆ เพื่อเตรียมไปทานมื้อเช้านั่นเอง.

แปรงฟัน ไม่มีประตูและผนังกั้นห้องน้ำ คุณแม่นอนเอนหลังรอ

 

อาหารมื้อแรกในประเทศจีน

มื้อแรกของเราในประเทศจีนไม่ธรรมดาครับ คุณพี่เขยศึกษามาเป็นอย่างดี โดยจะพาไปร้านที่ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีนชอบมาทานครับ ชื่อร้านว่าอะไรก็ไม่รู้.
อาหารก็เป็นซาลาเปาไส้เนื้อ ซาลาเปาไส้ผัก ถั่ว แตงกวาดอง ไก่ทอดรสเผ็ด และอาหารเส้นที่ท่านผู้นำชอบผมจำชื่อไม่ได้ฮะ. นั่งกัน 7 คน สั่งซาลาเปามา 20 ลูก อาหารอื่นๆอีก 10 กว่าจาน และโยเกิร์ต… สรุปว่าทานไม่หมดครับ เพราะรสชาติไม่ค่อยถูกปากคนไทย ซาลาเปาจืดไปนิด ถั่วรสเค็ม แตงกวาดองเปรี้ยวหวานโอเค แต่ไอ้เมนูที่ท่านผู้นำชอบนี่ จืดมากกกกกกกกกกกกก.

ถั่วเค็มๆเย็นๆ แตงกวาดอง ราดซอส โยเกิร์ต

 

ไก่ทอดเสียบไม้. อร่อยดีนะ รสชาติไทยๆ.
ไก่ทอดเสียบไม้. อร่อยดีนะ รสชาติไทยๆ.

 

ชามนี้คือเมนูที่ท่านผู้นำชอบทานครับ ขาวๆนั่นคือเส้นใหญ่ ส้มๆคือแครอท เขียวๆคือแตงกวา โดยรวมรสชาติจืดชืดฮะ ไม่แนะนำให้เอาเป็นเยี่ยงอย่างครับ
ชามนี้คือเมนูที่ท่านผู้นำชอบทานครับ ขาวๆนั่นคือเส้นใหญ่ ส้มๆคือแครอท เขียวๆคือแตงกวา โดยรวมรสชาติจืดชืดฮะ ไม่แนะนำให้เอาเป็นเยี่ยงอย่างครับ.

 

กำแพงเมืองจีน

หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ เราก็รีบกลับโรงแรมไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมออกเดินทางไปเยี่ยมชมสิ่งก่อสร้างยิ่งใหญ่ที่สุด… กำแพงเมืองจีน. เนื่องจากมันเป็นกำแพงที่ยาวที่สุดในโลกนะฮะ เราก็ต้องเลือกเอาว่าจะปีนรั้วที่จุดไหนดี โดยพี่เขยและเสี่ยวเม่ยตัดสินใจมาแล้วว่าเราจะไปที่ปาต๋าหลิง (Badaling).

การอ่านป้ายภาษาอังกฤษ

มาถึงจุดนี้ขอคั่นด้วยการอ่านภาษาจีนแบบเดาๆ นิดนึงครับ. เนื่องจากวันแรกที่จีน ทำเอาบัวบานงงมากว่าเขาพูดอะไรกัน, ป้ายเขียนแบบนึง ทำไมพูดอีกแบบนึง. หลังจากวิเคราะห์หาความสัมพันธ์อยู่สองสามวัน ก็ได้ข้อสรุปประมาณนี้ฮะ.

  • B ออกเสีย ป
  • D ออกเสียง ต
  • Q ออกเสียง ฉ
  • Zh ออกเสียง จ
  • Sh ออกเสียง ซ
  • Shen ออกเสียง เซิน
  • Men ออกเสียงเหมิน
  • Cheng ออกเสียง เฉิง

 

เดินทางไปกำแพงเมืองจีนที่ปาต๋าหลิง

คุณพี่เขยพาเราขึ้นรถเมล์ไปที่เทียนถาน ซึ่งมีสถานีรถไฟใต้ดินสถานีเทียนถาน. จากนั้นเราก็ขึ้นรถไฟใต้ดินไปจนถึง Beijing North Railway Station ซึ่งเป็นสถานีรถไฟฟ้าบนดิน เพื่อเดินทางไปปาต๋าหลิงซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปักกิ่ง. ภายในรถไฟใต้ดินก็มีสภาพเหมือนๆ กับรถไฟใต้ดินในไทย มีคนลุกให้เด็กและคนชรานั่งด้วย  ไม่พบคนถุยน้ำลาย ทานอาหาร และอึอื๊ออในรถไฟ.

ขึ้นรถเมลล์จากหน้าโรงแรม. ค่ารถเมลล์ถูกมากๆ.
ขึ้นรถเมลล์จากหน้าโรงแรม. ค่ารถเมลล์ถูกมากๆ.
เส้นทางจากโรงแรมไป Beijing North Railway. สีเขียวคือช่วงเดินทางด้วยรถเมลล์ สีแดงคือรถไฟใต้ดิน.
เส้นทางจากโรงแรมไป Beijing North Railway. สีเขียวคือช่วงเดินทางด้วยรถเมลล์ สีแดงคือรถไฟใต้ดิน.
(ซ้าย)สภาพภายในรถไฟใต้ดิน (ขวา)สถานีรถไฟใต้ดินที่เชื่อมต่อกับ Beijing North Railway Station
(ซ้าย)สภาพภายในรถไฟใต้ดิน (ขวา)สถานีรถไฟใต้ดินที่เชื่อมต่อกับ Beijing North Railway Station

หลังจากมึนงงหลงทางเบาๆอยู่ในสถานีรถไฟใต้ดินกันอยู่พักนึง คุณพี่เขยก็พาเรามาจนถึง Beijing North Railway จนได้ฮะ. เราเดินขึ้นไปชั้น G แล้วออกมาข้างนอกก็พบกับ  Beijing North Railway Station และเคาเตอร์ขายตั๋ว. คุณพี่เขยและเสี่ยวเม่ยก็รีบไปซื้อตั๋วรถไฟในทันใด.

เคาเตอร์ขายตั๋วรถไฟขึ้นเหนือ เพื่อไปด่านปาต๋าหลิง
เคาเตอร์ขายตั๋วรถไฟขึ้นเหนือ เพื่อไปด่านปาต๋าหลิง

หลังจากซื้อตั๋วไปปาต๋าหลิงเสร็จ คุณพี่เขยก็ขอแยกทางไปขึ้นรถไฟความเร็วสูงเดินทางไปซานตง เพื่อไปเตรียมการงานแต่งล่วงหน้า. ส่วนคณะเดินทางก็เดินเท้าเข้าสู่อาคารพักผู้โดยสาร. หลังจากยืนรอประมาณ 15 นาที เราก็ได้เข้ามาที่ชานชาลา.greatwall_5

เส้นทางจาก Beijing North Railway ไปยังสถานีปาต๋าหลิง ซึ่งเป็นจุดที่เราจะเดินชมกำแพงเมืองจีน
เส้นทางจาก Beijing North Railway ไปยังสถานีปาต๋าหลิง ซึ่งเป็นจุดที่เราจะเดินชมกำแพงเมืองจีน

รถไฟความเร็วสูงขบวนนี้นี่วิ่งด้วยความเร็วค่อนข้างต่ำ คุ้นๆว่าประมาณ 80-100 กม/ชม.รถไฟเป็นแบบไม่ระบุที่นั่ง ดังนั้นผู้โดยสารจึงรีบเข้าไปหามุมเหมาะๆ ที่นั่งภายในเป็นแบบ 3-2 ที่นั่งในหนึ่งแถว เราก็เลือกหาที่นั่งฝั่ง 3 ได้สองแถว.
หลังจากนั่งรอประมาณ 2 นาที ก็มีหนุ่มจีนใจดี เดินมาทักทายและบอกกับเสี่ยวเม่ยว่า “… พวกคุณนั่งผิดทางนะ ผมเป็นห่วง”. กล่าวคือเรากำลังนั่งหันหลังอยู่ครับ ซึ่งเวลารถไฟวิ่งเราอาจจะมึนได้ เขาเลยมาเตือนด้วยความหวังดี.
เราก็เลยรีบหาที่ใหม่ครับ แต่สายไปเสียแล้ว ไม่มีที่นั่งติดๆกันเลย… เราเลยแยกย้ายกันไปนั่งครับ.

บรรยากาศระหว่างเดินทาง จะเห็นกำแพงเมืองจีนโผล่มาเป็นครั้งคราว
บรรยากาศระหว่างเดินทาง จะเห็นกำแพงเมืองจีนโผล่มาเป็นครั้งคราว

ผ่านไปประมาณ 80-90 นาที เราก็มาถึง Badaling Railway Station. เดินเท้าไปประมาณ 1 กิโล ขึ้นบันได้อีกนิดหน่อย ก็มาถึงจุดขายตั๋วกระเช้าลอยฟ้า.

กระเช้าลอยฟ้าที่นี่ไม่จอดรับคนนะฮะ มันวิ่งวนไปเรื่อยๆ ใครอยากขึ้นต้องกระโดดขึ้นให้ถูกจังหวะ – -” …. มันจะหยุดนิ่งระหว่างทาง 2-3 ครั้งเพื่อให้เราได้ชมบรรยากาศในหุบเขา. พอขึ้นถึงข้างบน จะพบกับป้ายบอกเส้นทางดังรูปข้างล่าง แม่งภาษาจีนล้วนๆ.

จุดที่นิ้วชี้อยู่นั่นคือตำแหน่งปัจจุบัน มีสองทางให้เราเลือก คือจะเดินขึ้น(ใกล้) หรือเดินลง(ไกล).
จุดที่นิ้วชี้อยู่นั่นคือตำแหน่งปัจจุบัน มีสองทางให้เราเลือก คือจะเดินขึ้นเขาระยะสั้น(ทิศเหนือ) หรือเดินลงเขาระยะไกล(ทิศใต้)

เราเลือกเดินลงครับ เพราะไม่อยากเดินขึ้นเขา และเพื่อความคุ้ม เพราะเส้นทางมันยาวดี.

จุดเริ่มต้นการเดินบนกำแพงเมืองจีน
จุดเริ่มต้นการเดินบนกำแพงเมืองจีน

เดินชมกำแพงเมืองจีน

อุณหภูมิบนเขาในวันนั้นกำลังสบายฮะ (28 พฤษภาคม 15:00 น.) น่าจะประมาณ 25 องศา. กำแพงเมืองจีนที่ปาต๋าหลิงนี้ถูกสร้างจากอิฐเผาและปูนขาวเนื่องจากมันด่านสำคัญ ส่วนกำแพงเมืองจีนที่จุดอื่นๆที่ไม่ค่อยสำคัญจะถูกสร้างด้วยดิน ฟาง และมีอิฐเป็นบางส่วน.

ภาพตัวอย่างกำแพงเมืองจีนส่วนอื่นๆ ที่ถูกสร้างจากดินเหนียวและฟางซ้อนทับกันหลายๆชั้น (ภาพจากแหล่งอื่นนะครับ)
ภาพตัวอย่างกำแพงเมืองจีนที่เมืองอื่น ถูกสร้างจากดินเหนียวและฟางซ้อนทับกันหลายๆชั้น (ภาพจากแหล่งอื่นนะครับ). แต่ที่ปาต๋าหลิงนี่อิฐเผาล้วนๆ.

ตามทางเดินบนกำแพงก็จะมีป้ายห้ามป้ายเตือนห้ามขีดเขียนปีนป่าย. แต่ทุกประเทศย่อมมีคนอ่านหนังสือไม่ออก – -”  โดยเฉพาะที่จีนนี่จัดเต็มมาก เรียกได้ว่าอิฐแทบทุกก้อนมีลายลักษณ์อักษรภาษาจีน.

ป้ายขอความกรุณารักษาโบราณสถาน แต่เหมือนคนจีนจำนวนมากจะอ่านไม่ออก
ป้ายขอความกรุณารักษาโบราณสถาน แต่เหมือนคนจีนจำนวนมากจะอ่านไม่ออก

ทางเดินมีทั้งแบบแนวราบ จุดลาดชันน้อย ปานกลาง ไปถึงชันระดับชันมาก. ใครคิดจะไปเที่ยวควรตัดสินใจก่อนอายุ 55 นะครับ. ทางเดินที่ชันมากๆจะมีราวให้จับ. ราวจับนั้นมีการออกแบบมาดีเลยฮะ โดยจะมี 2-3 ราวซึ่งมีความสูงแตกต่างกันสำหรับคนต่างๆกัน ถ้าไม่ถูกใจราวซ้าย ก็เปลี่ยนไปลองราวกลางหรือขวาได้.

ในช่วงที่ทางเดินชัน จะมีราวจับ 3 อัน ซึ่งมีความสูงแตกต่างกัน เพื่อให้พอดีกับส่วนสูงคนจับ
ในช่วงที่ทางเดินชัน จะมีราวจับ 3 อัน ซึ่งมีความสูงแตกต่างกัน เพื่อให้พอดีกับส่วนสูงคนจับ

greatwall_15 greatwall_14

 

บนกำแพงนั้นจะมีทางลงและประตูออกไปนอกกำแพงเป็นระยะๆ ผมเองก็ว่าจะลงไปเก็บภาพทางออกแต่ทว่ากลิ่นมันน่าสะพรึงมากๆ T-T. ทำได้มากสุดแค่ยืนตรงปากทางลง. ระหว่างทางเดินไปก็จะมีป้อมอยู่สองสามอันครับ เขาว่ากันว่ามันเอาไว้พักผ่อน, ส่งสัญญาณควันสำหรับแจ้งข่าวการโดนโจมตี, และก็เอาไว้ป้องกันการโจมตีด้วยธนูจากนักรบมองโกล.

(ซ้าย) ทางลงสำหรับออกไปนอกกำแพง (ขวา) ประตูป้อมปราการแห่งหนึ่ง
(ซ้าย) ทางลงสำหรับออกไปนอกกำแพง (ขวา) ประตูป้อมปราการแห่งหนึ่ง
ภาพพาโนรามาภายในป้อมปราการแห่งที่สอง
ภาพพาโนรามาภายในป้อมปราการแห่งที่สอง

 

หลังจากเดินขึ้นๆลงๆอยู่ประมาณชั่วโมงครึ่ง ก็จะพบกับจุดสิ้นสุดและบริเวณขายของชำร่วยฮะ. สำหรับคนที่อยากเดินบนกำแพงต่อก็ทำได้นะฮะ แต่ทางเดินหลังจากนี้เป็นการขึ้นเขา อย่างไกล.

ณ จุดนี้เราจะพบกับป้ายหินแกะสลัก. เสี่ยวเม่ยแปลให้ฟังว่า “ท่านคือผู้พิชิตกำแพงเมืองจีน” แต่ตอนนี้ผู้พิชิตขาสั่นหมดแล้ว T-T.

เห็นจุดสิ้นสุดการเดินอยู่ใกล้ๆแล้ว
เห็นจุดสิ้นสุดการเดินอยู่ใกล้ๆแล้ว
ท่านคือผู้พิชิตกำแพงเมืองจีน แฮ่ะๆๆ
ท่านคือผู้พิชิตกำแพงเมืองจีน แฮ่ะๆๆ

บริเวณขายของฝากของชำร่วยก็มีเสื้อผ้า กำไล สร้อย ไอติมแมกนัม ขนมกรุบกรอบทั่วไป ซึ่งราคาแพงกว่าในเมืองสองเท่า. คุณมิ้งคริทานแมกนัมไปอันหนึ่้ง ราคา 15 หยวน (ประมาณ 75 บาท). ซึ่งภายหลังได้ทราบจากเสี่ยวเม่ยว่า เราควรลองต่อราคาดูนะ ไอติมก็ต่อราคาได้ …

บัวบานเดินชิล ส่วนมิ้งคริเคี้ยวแมกนัมหงับๆๆ
ทางเดินออกมาสู่ถนนจะผ่านกำแพงเป็นระยะๆ. บัวบานเดินชิล ส่วนมิ้งคริเคี้ยวแมกนัมหงับๆๆ.

เดินทางกลับเข้าปักกิ่ง

ณ เวลา 16:30 เราก็เดินมุ่งหน้าไปหารถบัส เพราะรถไฟฟ้าหมดไปแล้ว. เราเดินไปขึ้นชัทเติ้ลบัสใกล้ๆจุดขายของชำร่วย เพื่อไปที่สถานีรถบัส. เมื่อถึงสถานีก็พบว่ามีคนหลายร้อยคนยืนรอรถอยู่ T-T โอวชิท. เสี่ยวเม่ยจึงเดินไปคุยกับรถแท็กซี่แบบเหมา เขาบอกว่าให้เราไปที่ถนนใหญ่แล้วรอที่นั่นดีกว่านะ เดี๋ยวเขาไปส่งเอง ขอแค่ 60 หยวน T-T… แพงสัส แต่ก็ต้องยอม. เราก็ขึ้นแท็กซี่ แล้วคนขับก็พามาลงข้างถนนแห่งหนึ่ง, คนขับบอกว่าไม่เกิน 10 นาทีก็น่าจะเจอรถเมล์ แต่เรารอ 30-40 นาทีเลยทีเดียว ฮ่ะๆ. คนขับแท็กซี่ก็ต้องยืนรอกับพวกเราด้วยเพราะเสี่ยวเม่ยไม่ยอมจ่ายเงินให้ง่ายๆ ^.^

คนขับรถแท็กซี่จะมาขอรับเงิน แต่เสี่ยวเม่ยไม่จ่ายให้ง่ายๆ
คนขับรถแท็กซี่จะมาขอรับเงิน แต่เสี่ยวเม่ยไม่จ่ายเงินให้จนกว่าจะเจอรถเมลล์เข้าเมือง

ในที่สุดก็ได้ขึ้นรถบัสแล้ว สภาพน่าพอใจกว่ารถบัสในไทยมากเลย. รถบัสวิ่งเข้าเมืองปักกิ่งโดยใช้ประมาณชั่วโมงครึ่ง รถมาจอด ณ จุดน่าสนใจจุดหนึ่งของปักกิ่งฮะ มันคือหอกลองและหอระฆัง “Drum-Bell Tower” …

วงกลมสีแดงด้านบนคือตำแหน่งที่จอดรถบัสซึ่งอยู่ข้างๆหอกลอง. วงกลมสีเขียวด้านล่างคือตำแหน่งโรงแรมของเรา.
วงกลมสีแดงด้านบนคือตำแหน่งที่จอดรถบัสซึ่งอยู่ข้างๆหอกลอง. วงกลมสีเขียวด้านล่างคือตำแหน่งโรงแรมของเรา.
(ซ้าย) หอกลอง (ขวา) หอระฆัง (ทั้งสองภาพเอามาจากแหล่งอื่นฮะ)
(ซ้าย) หอกลอง (ขวา) หอระฆัง (ทั้งสองภาพเอามาจากแหล่งอื่นฮะ)

 

ลงรถเมลล์มาเจอคนพลุกพล่าน เพราะเป็นช่วงเลิกงานกันพอดี. เสี่ยวเม่ยพยามหาแท็กซี่แต่ว่าเขาขอเหมาในราคาแพง เราเลยได้ขึ้นรถเมล์กลับโรงแรมกันฮะ.

ภาพบริเวณที่เราไปต่อรถเมล์ จะเห็นหอกลองอยู่ด้านหลังฮะ
ภาพบริเวณที่เราไปต่อรถเมล์ จะเห็นหอกลองอยู่ด้านหลังฮะ
บรรยากาศบนรถเมล์ที่นั่งกลับโรงแรม. จีนก็มี KFC นะเออ.
บรรยากาศบนรถเมล์ที่นั่งกลับโรงแรม. จีนก็มี KFC นะเออ.

 

 

มื้อค่ำครั้งแรกในจีน ณ ร้านหม้อไฟในตำนาน

กลับไปถึงห้องปุ๊บเราก็รีบอาบน้ำแต่งตัว เพื่อเตรียมออกไปทานมื้อเย็นในตำนาน ตำนานจริงๆ นะฮะ. ร้านหม้อไฟต้นตำหรับของจีน เรียกได้ว่าเป็นร้านหม้อไฟร้านแรกๆในโลกเลยก็ว่าได้. เราไปถึงร้านประมาณสองทุ่ม ภายในร้านมีแบบห้องส่วนตัวและที่นั่งรวมๆ มีคนทานอยู่ไม่เยอะนักเพราะร้านใกล้จะปิดแล้ว ในเวลาสามทุ่มครึ่ง.

คำอธิบายที่มาของร้าน เขาบอกว่าเป็นร้านหม้อไฟร้านแรกของจีน
คำอธิบายที่มาของร้าน เขาบอกว่าเป็นร้านหม้อไฟร้านแรกของจีน
(ซ้าย) ท่านประธานเหมาก็มาร้านนี้ (ขวา) ภาพร้านในอดีต
(ซ้าย) ท่านประธานเหมาก็มาร้านนี้ (ขวา) ภาพร้านในอดีต
(ซ้าย) จานบนชุดเนื้อแกะ ราคาประมาณ 700 บาท (ขวา) อาหารอื่นๆ ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 150 บาท
(ซ้าย) จานบนชุดเนื้อแกะ ราคาประมาณ 700 บาท (ขวา) อาหารอื่นๆ ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 150 บาท

แล้วเราก็ตะลุยสั่งอาหารในทันที เนื้อแกะ เนื้อวัว ปลา บะหมี่. พยามหาเมนูเนื้อหมูแต่ไม่เห็นเลยยยยยย. ณ จุดนี้ งงมาก คือได้ยินตำนานว่าคนจีนนับถือเจ้าแม่กวนอิมจะไม่ทานเนื้อวัว, แต่พอมาจีน คนจีนกินแต่วัวแพะแกะ หาหมูยากมาก เรียกได้ว่าแทบไม่มีเลย (เมื่ออาหารมื้อเช้าก็ไม่มีซาลาเปาหมูนะ มีแต่วัวกะแกะ).

น้ำจิ้มที่นี่ไม่ฟรีฮะ ต้องเสียตังสั่งมาซึ่งมีให้เลือกสองแบบ เราเลยสั่งแบบน้ำจิ้มถ้วยคู่มาคนละชุด  พนักงานถึงกับงงว่าเอาน้ำจิ้มมาทำอะไรเยอะแยะ. พอได้เห็นขนาดถ้วยน้ำจิ้มแล้วถึงกับสะดุ้ง ถ้วยมันใหญ่ยังกะถ้วยซุป โดยเป็นน้ำจิ้มงาและน้ำจิ้มคล้ายๆพริกเผา. และก็มีบะหมี่อะไรสักอย่างมาด้วย ซึ่งพั้นช์บอกว่ามันมีส่วนผสมของ “ม๋าล่า” ซึ่งให้รสชา กินแล้วจะทำให้รสชาติอาหารผิดเพี้ยนไปหมด T-T.

(ซ้าย) น้ำจิ้มถ้วยเท่าถ้วยซุป. (ขวา) บะหมี่ราดซอสม๋าล่า สะดุ้งลิ้นมากๆ
(ซ้าย) น้ำจิ้มถ้วยเท่าถ้วยซุป. (ขวา) บะหมี่ราดซอสม๋าล่า สะดุ้งลิ้นมากๆ

เราใส่ผักและเริ่มทำการจุ่มเนื้อ เนื้อแกะมันมีกลิ่นแบบที่ผมไม่ค่อยถูกปากนัก แต่ก็ถูกปากคนอื่นๆ ดี. ภายในหม้อเริ่มต้นจะมีน้ำและเห็ดอะไรไม่รู้. โต๊ะข้างๆ ดื่มเหล้าเบียร์กันจนหน้าแดงแล้ว แถมสูบบุหรี่ในร้านได้เลยด้วยฮะ. โต๊ะถัดไปก็กำลังเอาเต้าหู้ขึ้นมาแปะไว้กับปล่องไฟ เราก็เลยลองเลียนแบบบ้าง โดยการต้มให้นุ่มแล้วคีบมันขึ้นมาแปะไว้ พอเริ่มมีสีน้ำตาลไหม้ๆก็เอาเข้าปากได้เลย.

(ซ้าย) สภาพหม้อก่อนใส่ผักและเนื้อ จะมีแต่เห็ดแห้งล้วนๆ ไม่รู้เห็ดอะไร. (ขวา) สภาพหม้อหลังใส่ผักและเนื้อ และการทดลองแปะเต้าหู้ลงบนปล่องไฟ
(ซ้าย) สภาพหม้อก่อนใส่ผักและเนื้อ จะมีแต่เห็ดแห้งล้วนๆ ไม่รู้เห็ดอะไร. (ขวา) สภาพหม้อหลังใส่ผักและเนื้อ และการทดลองแปะเต้าหู้ลงบนปล่องไฟ

 

หลังจากทานเสร็จเรียบร้อยเราก็กลับออกมาหาแท็กซี่กัน ณ จุดนี้เกือบโดนรถมอไซฯชน เพราะว่าที่จีนนี่คนต้องหลบรถฮะ แล้วถนนก็ค่อนข้างสับสนมาก เพราะมันวิ่งได้แบบฟรีฟอร์ออลเลย. กล่าวคือมอไซจักรยานจะวิ่งได้ตามใจ ไม่มีไฟแดง เจอแยกไม่ต้องเบรก เจอคนไม่ต้องเบรก. บีบแตรใส่กันเขาก็ไม่โกรธกันด้วยนะเออ.

กลับมาถึงโรงแรมก็แวะซื้อเบียร์อันดับหนึ่ง “ชิงเต่า” รสออริจินัล เทียบชื่อชั้นก็น่าจะประมาณเบียร์สิงห์เมื่อ 20 ปีก่อน. ชิงเต่าเป็นเบียร์แห่งของประเทศจีนเลยนะฮะ เริ่มต้นเป็นของบริษัทจากเยอรมัน จึงให้รสชาติเทียบได้กับเบียร์เยอรมัน. รสชาติก็จืดๆ แถมดื่มยากเพราะไม่ค่อยเย็นนัก ไม่รู้ทำไมชาวจีนไม่ค่อยดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ หนักกว่านั้นคือหาซื้อน้ำแข็งแทบไม่ได้เลยทีเดียว.  ดื่มเสร็จก็เข้านอน จบวันแรกลงซะที หุหุ.

เบียร์ชิงเต่า ปิดท้ายวันแรกในจีน
เบียร์ชิงเต่า ปิดท้ายวันแรกในจีน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *